|
ข้อมูลพื้นฐาน
ประวัติความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ
ไทยและสหรัฐได้ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ
175 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา (2551)
ซึ่งเป็นการสานสัมพันธ์อย่างเป็นทางการที่ยาวนานที่สุดที่สหรัฐมีต่อประเทศในทวีปเอเชีย
โดยเริ่มขึ้นจากการที่ประเทศสยามในปี
พ.ศ. 2376
ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์กับสหรัฐ
ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและประธานาธิบดีแอนดรูว์
แจ็คสัน
หลังจากเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว
ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐก็ได้มีพัฒนาการผ่านช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์โลกที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมาจวบจนถึงปัจจุบัน
โครงการสหรัฐอเมริกาซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐจึงได้คัดสรรข้อมูลพื้นฐานในเชิงลึกจากกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้
กระทรวงการต่างประเทศของไทยและสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ซึ่งสองหน่วยงานที่เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในความสัมพันธ์นี้
มารวบรวมไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐดังต่อไปนี้
ประวัติความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ
(ข้อมูลจากกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้
กระทรวงการต่างประเทศ

ลำดับเวลาเหตุการณ์ต่างๆ
แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ
และประเทศไทย
(ข้อมูลสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย)
ช่วงแรกของการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ:
พ.ศ. 2376 - 2423
■
พ.ศ. 2364
เรืออเมริกันลำแรกมาถึงกรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2376 วันที่ 18 มีนาคม
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้นายเอ็ดมันด์
โรเบิร์ตส์ ทูตอเมริกันเข้าเฝ้า
■
วันที่ 20 มีนาคม
สยามและสหรัฐฯ ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ที่กรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2378 วันที่ 18 กรกฎาคม
สาธุคุณ ดร. แดน บีช แบรดลีย์
(หมอบรัดเลย์)
เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ
พร้อมแท่นพิมพ์ภาษาสยามเครื่องแรกจากสิงคโปร์
■
พ.ศ. 2380 วันที่ 1 กรกฎาคม
นักสอนศาสนาชาวอเมริกันช่วยสร้างโบสถ์โปรเตสแตนท์แห่งแรกในกรุงเทพฯ
โดยมีสาธุคุณวิลเลียม ดีนเป็นเจ้าอาวาสท่านแรก
■
พ.ศ. 2387 วันที่ 4 กรกฎาคม ดร.
แดน บีช แบรดลีย์ เริ่มพิมพ์ เดอะ
บางกอก รีคอร์เดอร์
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกในสยาม
■
พ.ศ. 2393 เดือนเมษายน โจเซฟ
บาเลสเตียร์
นำคณะทูตพิเศษมาเจรจากับรัฐบาลสยามเรื่องการทำสนธิสัญญาพาณิชย์ฉบับใหม่
■
พ.ศ. 2399 เดือนพฤษภาคม
สหรัฐอเมริกาแต่งตั้ง สาธุคุณสตีเฟน
แมตตูน เป็นกงสุลประจำสยามคนแรก
■
พ.ศ. 2399 วันที่ 29 พฤษภาคม
สยามและสหรัฐอเมริกาลงนามในสนธิสัญญาไมตรีพาณิชย์และการเดินเรือฉบับใหม่
ชื่อว่า สนธิสัญญาแฮริส
เพื่อใช้แทนสนธิสัญญาฉบับปีพ.ศ.
2376
■
พ.ศ. 2404 วันที่ 14 กุมภาพันธ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงประธานาธิบดีเจมส์
บุคะนัน ทรงแจ้งว่า
ทรงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานช้างบ้านให้ใช้เป็นสัตว์บรรทุกสัมภาระ
ทรงได้รับคำตอบปฏิเสธอย่างสุภาพจากประธานาธิบดีอับราฮัม
ลินคอล์น อีกหนึ่งปีต่อมา
■
พ.ศ. 2422 เดือนเมษายน
อดีตประธานาธิบดียูลิสซิส เอส. แกรนท์
เยือนสยาม
ยุคแห่งการเกี่ยวพันเริ่มขึ้น:
พ.ศ. 2424
–
2488
นายจอห์น เอ. ฮัลเดอร์แมน
เป็นทูตอเมริกันประจำสยามในตำแหน่งกงสุลใหญ่เป็นคนแรก
สยามแต่งตั้งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์
ชุมสาย เป็นราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ
องค์แรก
โดยพระองค์ทรงพำนักอยู่ที่กรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ
■
พ.ศ. 2424 วันที่ 13 กรกฎาคม
สหรัฐอเมริกาแต่งตั้ง
■
พ.ศ. 2427 วันที่ 6 พฤษภาคม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระนเรศวรฤทธิ
เอกอัครราชทูตสยามประจำสหรัฐฯ
ทรงยื่นพระราชสาส์นตราตั้งแก่ประธานาธิบดีเชสเตอร์
เอ. อาร์เธอร์
■
พ.ศ. 2437 บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์
แห่งนครนิวยอร์ก (โซโคนี)
เปิดสำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2445 วันที่ 11 ตุลาคม
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร
ซึ่งต่อมาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6
เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา
■
พ.ศ. 2446 สยามแต่งตั้ง
นายเอ็ดเวิร์ด เอช. สโตรเบล
เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
■
พ.ศ. 2463 วันที่ 16 ธันวาคม
สหรัฐอเมริกาและสยามลงนามในสนธิสัญญาและพิธีสารฉบับใหม่
ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตสำหรับคนในบังคับสหรัฐฯ
และผ่อนปรนการค้า
■
พ.ศ. 2466 นายฟรานซิส บี. แซร์
ได้เป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศของสยาม
■
พ.ศ. 2469 นายฟรานซิส บี. แซร์
เป็นผู้แทนสยามในการเจรจากับประเทศในยุโรปเพื่อยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ภายหลัง
สยามได้ทำสนธิสัญญาหลายฉบับกับประเทศในยุโรปซึ่งมีสาระคล้ายกับสนธิสัญญาและพิธีสารสยาม-สหรัฐฯ
ปีพ.ศ. 2463
■
พ.ศ. 2470 วันที่ 5 ธันวาคม
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น
เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซ็ทส์
■
พ.ศ. 2474 เดือนเมษายน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินี
เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา
■
พ.ศ. 2480 วันที่ 13 พฤศจิกายน
สหรัฐอเมริกาและสยามลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ
การพาณิชย์ และการเดินเรือ
ที่กรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2482 รัฐบาลของจอมพลแปลก
พิบูลสงคราม
เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย
(ดินแดนของผู้เสรี) หรือ
ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ
■
พ.ศ. 2484 วันที่ 8 ธันวาคม
ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าไทยหลังประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
■
พ.ศ. 2485 วันที่ 25 มกราคม
จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรีลงนามข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกันกับประเทศญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน
ปฏิเสธไม่ยอมรับคำสั่งรัฐบาลไทยให้ประกาศสงคราม
สหรัฐอเมริการะงับการประกาศสงครามกับประเทศไทย
■
พ.ศ. 2488 วันที่ 14 สิงหาคม
ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างไม่มีเงื่อนไข
■
วันที่ 21 สิงหาคม นายเจมส์
เบิร์นส์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ยอมรับคำประกาศสันติภาพของไทย สหรัฐอเมริกาขอให้ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ปฏิบัติต่อประเทศไทยเยี่ยงประเทศคู่สงคราม
ความสัมพันธ์สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง:
พ.ศ. 2489 - 2518
■
พ.ศ. 2489 วันที่ 16 ธันวาคม
ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติ
■
พ.ศ. 2490 วันที่ 10 เมษายน
นายเอ็ดวิน เอฟ. สแตนตัน
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตสหรัฐฯ
คนแรกที่ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
■
พ.ศ. 2491 นายจิม ทอมป์สัน
ก่อตั้งบริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย
■
พ.ศ. 2493 วันที่ 1 กรกฎาคม
ไทยและสหรัฐอเมริกาลงนามในข้อตกลงแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม
■
วันที่ 19 กันยายน
ไทยและสหรัฐอเมริกาลงนามในข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ
■
วันที่ 17 ตุลาคม
ไทยและสหรัฐอเมริกาลงนามในข้อตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือทางทหาร
■
พ.ศ. 2497 วันที่ 19 กุมภาพันธ์
ไทยและสหรัฐอเมริการ่วมกับประเทศภาคีสนธิสัญญามะนิลาก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเซียอาคเนย์
(ซีโต้)
■
พ.ศ. 2498 เดือนพฤษภาคม
จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี เยือนสหรัฐอเมริกา
■
พ.ศ. 2499
ก่อตั้งหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย
■
พ.ศ. 2501 วันที่ 10 กรกฎาคม
“ทางหลวงมิตรภาพ”
ช่วงแรกแล้วเสร็จด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ
ช่วยลดระยะทางจากกรุงเทพฯ
ถึงนครราชสีมาได้ถึง 150 กิโลเมตร
■
พ.ศ. 2503 เดือนมิถุนายน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ
เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา
พร้อมพระโอรสและพระธิดาทั้งสี่พระองค์
■
พ.ศ. 2504 เดือนมีนาคม
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี
ส่งกองกำลังนาวิกโยธินที่ใช้เฮลิคอปเตอร์จำนวน
500 นายไปที่จังหวัดอุดรธานี
■
เดือนมีนาคม
โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา เอ.เอฟ.เอส.
เริ่มแลกเปลี่ยนนักเรียนไทยและอเมริกันระดับมัธยมศึกษา
n
พ.ศ. 2505 เดือนมกราคม
อาสาสมัครหน่วยสันติภาพสหรัฐฯ
รุ่นแรกมาถึงประเทศไทย ■
วันที่ 6 มีนาคม ไทยและสหรัฐฯ
ลงนามในแถลงการณ์ร่วม รัสก์-ถนัด
ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
โดยไทยขอให้สหรัฐฯ
ให้ความช่วยเหลือด้านกลาโหม
■
วันที่ 17 พฤษภาคม หน่วยที่ 3
แห่งกองกำลังรบนาวิกโยธินนอกประเทศ
มาถึงประเทศไทย
■
วันที่ 30 กรกฎาคม
การถอนกำลังออกจากประเทศไทยของทหารนาวิกโยธินจำนวน
5,000 นายจากหน่วยที่ 3
แห่งกองกำลังรบนาวิกโยธินนอกประเทศดำเนินการเสร็จสมบูรณ์
■
พ.ศ. 2507 กองทหารสหรัฐฯ
หน่วยแรกเข้าตั้งฐานทัพในประเทศไทย
■
พ.ศ. 2509 วันที่ 29 พฤษภาคม
นายถนัด คอมันตร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายแกรแฮม
มาร์ติน
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่กรุงเทพฯ
■
วันที่ 27
–
30 ตุลาคม ประธานาธิบดี ลินดอน
บี.
จอห์นสันและภริยาเดินทางมาเยือนประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานปริญญารัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้แก่ประธานาธิบดีจอห์นสัน
■
พ.ศ. 2510 เดือนมิถุนายน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ
เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่
2
■
วันที่ 27 มิถุนายน
ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน
เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ณ
ทำเนียบขาว
■
พ.ศ. 2512 เดือนกรกฎาคม
ประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน
เยือนกรุงเทพฯ
และได้รับมอบกุญแจเมืองจากพลเรือตรี
ชลิต กุลกำม์ธร
นายกเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร
■
พ.ศ. 2514 วันที่ 14 ตุลาคม นายโรนัลด์
เรแกน ผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนีย
เยือนกรุงเทพฯ
ในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีนิกสัน
■
พ.ศ. 2518 วันที่ 15 มีนาคม
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
นายกรัฐมนตรี ขอให้สหรัฐฯ
ถอนทหารทั้งหมดออกจากประเทศไทย
การขยายความร่วมมือ: พ.ศ. 2519
–
ปัจจุบัน
■
พ.ศ. 2519 วันที่ 20 กรกฎาคม
สหรัฐอเมริกาดำเนินการถอนทหารออกจากประเทศไทยเสร็จเรียบร้อย
■
พ.ศ. 2522 เดือนพฤศจิกายน
นางโรซาลินน์ คาร์เตอร์
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ
มาเยือนไทยเพื่อประเมินสถานการณ์ของผู้อพยพ
■
พ.ศ. 2523 เดือนกุมภาพันธ์ -
เดือนกรกฎาคม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร
ทรงรับการฝึกอบรมทางทหาร ณ
สถาบันความช่วยเหลือทางทหารของกองทัพบกสหรัฐฯ
ที่เมือง
Fort Bragg
มลรัฐนอร์ธแคโรไลนา
■
พ.ศ. 2524 วันที่ 9 พฤศจิกายน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ
ทรงรับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก
รางวัลแรกที่นครนิวยอร์ก
■
พ.ศ. 2525 มิถุนายน ไทยและสหรัฐฯ
จัดการฝึกร่วมทางทหารประจำปี
คอบร้าโกลด์ เป็นครั้งแรก
■
พ.ศ. 2526 วันที่ 20 มีนาคม
ในระหว่างที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
ทรงรับการฝึกอบรมในสหรัฐฯ
พระองค์ทรงเป็นตัวแทนประเทศไทยในพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ150
ปี สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์
ซึ่งเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสหรัฐฯ
กับไทย
■
พ.ศ. 2527 วันที่ 13 เมษายน
สหรัฐฯ และไทยลงนามใน
ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายความร่วมมือในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
■
พ.ศ. 2528 วันที่ 5-27 มีนาคม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ
เยือนสหรัฐฯ
เพื่อทรงเปิดนิทรรศการของมูลนิธิศิลปาชีพ
■
วันที่ 14 มีนาคม
Asia Society
ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรมแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ
ที่นิวยอร์ค
■
พ.ศ. 2529 วันที่ 2-5 พฤษภาคม นางแนนซี
เรแกน
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ
เยือนมาเลเซียและไทย
และรับรางวัลด้านการต่อต้านยาเสพติดที่กรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2530 วันที่ 9 มกราคม
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทย วิลเลียม เอ.
บราวน์ และ พล อ.อ. พะเนียง กานตรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ลงนามในข้อตกลงคลังอาวุธสำรองยามสงคราม
■
พ.ศ. 2532 เดือนพฤษภาคม
รองประธานาธิบดี เควล
และภริยาเยือนประเทศไทย
■
พ.ศ. 2533 เดือนมิถุนายน
นายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ
เข้าเยี่ยมประธานาธิบดีบุชระหว่างการเยือนสหรัฐฯ
อย่างเป็นทางการ
ไทยและศูนย์ควบคุมโรค (CDC)
ของสหรัฐฯร่วมมือในการวิจัยด้านโรคเอดส์อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย
■
พ.ศ. 2535 เดือนตุลาคม
–พฤศจิกายน
ประธานาธิบดีบุชและภริยาถวายการต้อนรับสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
สยามมกุฎราชกุมาร
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ
ที่ทำเนียบขาว
■
พ.ศ. 2537 วันที่ 8 ตุลาคม
รองประธานาธิบดี อัล กอร์
และรองนายกรัฐมนตรีอำนวย วีรวรรณ
ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
■
วันที่ 6 ธันวาคม
อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์
ปันยารชุน
ได้รับตำแหน่งประธานคนแรกของสถาบันคีนันแห่งเอเซีย
■
พ.ศ. 2539 วันที่ 7 พฤษภาคม
โครงการวิจัยด้านเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ
(CDC)
และกระทรวงสาธารณสุขของไทยเปิดที่ทำการและห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งแรกที่จังหวัดนนทบุรี
■
วันที่ 8 พฤษภาคม ม.ร.ว.
เกษมสโมสร เกษมศรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
วิลเลียม เอช,
อิโตะลงนามในข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยการบริการทางอากาศ
ซึ่งขยายสิทธิการบินของสายการบินสหรัฐฯ
และไทย
■
วันที่ 14 พฤษภาคม
รองนายกรัฐมนตรีอำนวย วีรวรรณและเอกอัครราชทูตอิโตะเปิดที่ทำการสถานทูตสหรัฐฯ
แห่งใหม่ เลขที่ 120-122 ถนนวิทยุ
■
พ.ศ. 2539 วันที่ 26-27 พฤศจิกายน
ประธานาธิบดีคลินตันและภริยาเยือนประเทศไทยเพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสครองราชย์ครบ
50 ปี
ในโอกาสนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยมสาขาเศรษฐศาสตร์
แก่ประธานาธิบดีคลินตันด้วย ■
วันที่ 26 พฤศจิกายน
ประธานาธิบดีคลินตันและนายกรัฐมนตรีบรรหาร
ศิลปอาชา
ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในสนธิสัญญาทวิภาคีว่าด้วยการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
ซึ่งจะช่วยป้องกันการเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากบริษัทสหรัฐฯ
ในประเทศไทย
■
พ.ศ. 2540 วันที่ 11 กรกฎาคม
ประธานาธิบดีคลินตันส่งกองกำลังเฉพาะกิจซึ่งประกอบด้วยทหารจำนวน
550 นายมายังสนามบินอู่ตะเภา
■
วันที่19 พฤศจิกายน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ
เยือนสำนักข่าวสารอเมริกัน
(ยูซิส) ที่สถานทูตสหรัฐฯ
■
พ.ศ. 2541 วันที่ 11-15 มีนาคม
นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย
เดินทางเยือนสหรัฐฯ
■
วันที่ 30 กันยายน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสุรินทร์
พิศสุวรรณ
และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย
วิลเลียม เอช. อิโตะ
ลงนามในข้อตกลงเพื่อก่อตั้ง
สถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
(ILEA)
ที่กรุงเทพฯ
■
วันที่ 3 พฤศจิกายน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ
เยือนสหรัฐฯ
เพื่อทรงชมการปล่อยกระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรีที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี
รัฐฟลอริดา
■
พ.ศ. 2542 วันที่ 3-4 มีนาคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
แมเดอลีน คอร์เบล อัลไบรท์
เดินทางเยือนไทย
■
วันที่ 30 กันยายน
รองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์
สุวรรณคีรีและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ริชาร์ด อี. เฮคลินเจอร์
ลงนามในข้อตกลงที่จะให้การสนับสนุน
GLOBE program
ในประเทศไทย
■
วันที่19 พฤศจิกายน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ
เยือนฝ่ายสื่อมวลชนและวัฒนธรรม
สถานทูตสหรัฐฯ
■
พ.ศ. 2543 วันที่ 1 กรกฎาคม
โครงการฟุลไบรท์ในประเทศไทยฉลองครบรอบ
50 ปี
■
วันที่26-29 กรกฎาคม รัฐมนตรีอัลไบรท์เข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่
7และการประชุมประเทศคู่เจรจาอาเซียนที่กรุงเทพฯ
■
พ.ศ. 2544 วันที่ 26 มกราคม
กงสุลใหญ่อเมริกันเชียงใหม่
ฉลองครบรอบ 50 ปี
■
วันที่19เมษายน
รัฐมนตรีต่างประเทศสุรเกียรติ์
เสถียรไทย
พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โคลิน
พาวเวลล์ ที่วอชิงตัน ดี.ซี.
■
วันที่ 2 กรกฎาคม
ประเทศไทยได้รับรางวัล
Franklin Delano Roosevelt
International Disability Award
ที่นิวยอร์ค
■
วันที่13-19 ธันวาคม
นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
เดินทางเยือนสหรัฐฯ ประธานาธิบดีบุชและนายกฯ
ทักษิณออก
แถลงการณ์ร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย
■
พ.ศ. 2545 วันที่ 20 มกราคม
หน่วยสันติภาพสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทย ฉลองครบรอบ 40 ปี
■
วันที่ 29 กรกฎาคม
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โคลิน
พาวเวลล์ เยือนไทย
■
วันที่ 4-16 ตุลาคม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ
เยือนสหรัฐฯ
■
วันที่ 23ตุลาคม สหรัฐฯ
และไทยลงนามในความตกลงกรอบด้านการค้าและการลงทุน
(TIFA)
■
พ.ศ. 2546 วันที่ 1 กรกฎาคม
สำนักงานการค้าและการพัฒนาของสหรัฐฯ
(USTDA)
มอบเงินช่วยเหลือ 139,887
เหรียญสหรัฐฯ
แก่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด
เพื่อใช้ในโครงการศึกษาความเป็นไปได้
■
วันที่ 18 ตุลาคม
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โคลิน
พาวเวลล์
และรัฐมนตรีต่างประเทศไทยสุรเกียรติ์
เสถียรไทย ลงนามใน ข้อตกลงสหรัฐฯ
-ไทยว่าด้วยการขนสินค้าทางอากาศ
ที่กรุงเทพฯ
■
วันที่ 18-21 ตุลาคม ประธานาธิบดีบุชเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปกครั้งที่
11
■
วันที่ 30 ธันวาคม
ประธานาธิบดีบุชมอบ
สถานภาพพันธมิตรสำคัญนอกนาโตแก่ไทย
อย่างเป็นทางการ
■
พ.ศ. 2547 วันที่ 12 กุมภาพันธ์
โรเบิร์ต เซลลิก
ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
แจ้งต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการ
ถึงเจตนารมณ์ที่จะเจรจาการค้าเสรี
(FTA)
กับไทย
■
วันที่ 26 ธันวาคม คลื่นสึนามิสร้างความเสียหายร้ายแรงบริเวณชายฝั่งไทย
มีผู้เสียชีวิต 1,473 ราย
และบาดเจ็บกว่า 3,000 ราย
■
วันที่ 30 ธันวาคม
ไทยอนุญาตให้สหรัฐฯ
ใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์บรรเทาภัยพิบัติในภูมิภาค
■
พ.ศ. 2548 วันที่ 4 มกราคม
รัฐมนตรีต่างประเทศ โคลิน
พาวเวลล์ และผู้ว่าการรัฐฟลอริดา
เจ๊บ บุช
เดินทางเยือนไทยเพื่อสนับสนุนการบรรเทาภัยพิบัติสึนามิ
■
วันที่ 19 กุมภาพันธ์
อดีตประธานาธิบดีบุชและอดีตประธานาธิบดีคลินตันเดินทางเยือนภูเก็ตและพังงาเพื่อรับทราบความเสียหายที่เกิดจากคลื่นสึนามิ
■
วันที่10-11 กรกฎาคม
รัฐมนตรีต่างประเทศคอนโดลีซซ่า
ไรซ์ เดินทางเยือนจังหวัดภูเก็ต
เพื่อสำรวจการซ่อมแซมและฟื้นฟูเขตที่ได้รับความเสียหาย
■
วันที่19 กันยายน สหรัฐฯ
และไทยลงนามใน
ข้อตกลงเปิดเสรีการขนส่งทางอากาศ
■
พ.ศ. 2549 วันที่18 กรกฎาคม
พระเจ้าหลานเธอ
พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
ประทานหนังสือเกี่ยวกับราชวงศ์ของไทย
แก่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยโอเรกอน
■
วันที่19 กันยายน
นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ถูกรัฐประหาร
■
วันที่ 23 ตุลาคม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัล
Borlaug Medaillon
จากมูลนิธิ
World Food Prize
สำหรับการอุทิศพระองค์เพื่อมนุษยธรรม
■
วันที่12 ธันวาคม
อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช.
ดับเบิลยู. บุชและภริยาเดินทางเยือนไทย
พร้อมให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนการบรรเทาภัยพิบัติสึนามิต่อไป
■
พ.ศ. 2550 วันที่ 21 กุมภาพันธ์
ไทยและสหรัฐฯ
เปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อกำจัดการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
■
วันที่ 5 กรกฎาคม
ศิลปินไทยเข้าร่วมนิทรรศการวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงในเทศกาลชีวิตพื้นบ้านที่จัดโดยสถาบันสมิธโซเนียน
ในสหรัฐฯ
■
วันที่10-14
กันยายน สหรัฐฯ
สนับสนุนการฝึกซ้อมและการอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่
ท่าเรือแหลมฉบัง
■
วันที่10-13 พฤศจิกายน วงดนตรี
Preservation Hall Jazz Band
จากเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา
แสดงดนตรีหลายรอบในไทยในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษาครบ
80 พรรษา
■
พ.ศ. 2551 วันที่ 11 มกราคม
เอกอัครราชทูต เอริค จี. จอห์น
รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทย
n
วันที่
7
สิงหาคม พ.ศ.
2552
ประธานาธิบดี
จอร์จ ดับเบิ้ลยู. บุช
เยือนประเทศไทย
■
พ.ศ.
2552
วันที่
22-23
กรกฎาคม พ.ศ.
2552
นางฮิลลารี คลินตัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการประชุมอาเซียน
ณ ประเทศไทย
ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
ในรอบปี 2550 และปี 2551
(ข้อมูลสถานทูตไทย กรุงวอชิงตัน
ดีซี)
ในปี 2550 ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
ลดระดับลงเนื่องจากเหตุการณ์ 9
ก.ย. 2549 ซึ่งฝ่ายบริหารสหรัฐฯ
ได้งดการเยือนในระดับสูงและระงับความช่วยเหลือทางทหารบางส่วนลง
เพื่อให้เป็นไปตาม
Section
508 ของกฎหมาย
Foreign Operation Act
แต่ยังคงการพบปะในเวทีพหุภาคีและคงความช่วยเหลือด้านอื่น
ๆ อาทิ การส่งเสริมประชาธิปไตย
การต่อต้านการก่อการร้าย
และการต่อต้านการค้ามนุษย์ โดย
นาย
Eric John
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทยกล่าวใน
confirmation hearing
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 ว่า
การปฏิบัติของสหรัฐฯ
ดังกล่าวสะท้อนถึงพันธกรณีที่สหรัฐฯ
มีต่อ
ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกับไทย
อย่างไรก็ดี ในช่วงเดียวกัน
สถานเอกอัครราชทูตฯ
ได้หารือกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ในหลายโอกาส
เพื่อผลักดันและเตรียมการประเด็นทวิภาคีต่าง
ๆ อาทิ การหารือ
Strategic Dialogue
ครั้งที่ 2 และ
Plan of Action
การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง
กิจกรรมในการฉลองความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
ครบรอบ 175 ปี
รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับกระทรวง
Homeland Security (DHS)
และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ
ตอบรับด้วยดีในทุกเรื่อง
ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ
และเจ้าหน้าที่รัฐสภาส่วนใหญ่เข้าใจเหตุการณ์
9 กันยายน 2549
ดีขึ้นหลังจากที่สถานเอกอัครราชทูตฯ
ได้เข้าชี้แจงและกอปรกับมีความเข้าใจประเทศไทย
และความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของไทยต่อสหรัฐฯ
อยู่แต่เดิม
อีกทั้งคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานระหว่างทั้งสองประเทศ
สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ
ส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศไทยมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้า
เพราะไทยเป็นพันธมิตรสำคัญและถือเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
เอง ในปี 2550
ได้มีสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ
คนสำคัญเดินทางไปเยือนไทย เช่น
Sen. James Webb (D-Virginia)
และ
Rep. Eni Faleomavaega
(D-American Samoa)
เป็นต้น
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
ปรับตัวเป็นปกติอย่างรวดเร็วหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่
23 ธันวาคม 2550
และการจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบัน
ประธานาธิบดีบุชได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายสมัคร
สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรีด้วยตนเองเมื่อวันที่
4 กุมภาพันธ์ 2551
ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีเยือนไทยและประธานาธิบดีแสดงความสนใจ
หลังจากนั้น นาย
John Negroponte
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ได้ลงนามยกเลิกการระงับความช่วยเหลือทางทหารตามนัย
Sec.
508 ของ
Foreign Operations, Export
Financing, and Related Programs
Appropriations Act of
2006
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 6
กุมภาพันธ์ 2551
ใน 6 เดือนแรกของปี 2551
ไทยและสหรัฐฯ
ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง
ๆ จำนวนมาก
โดยเฉพาะการเยือนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
(นายนพดล ปัทมะ) ระหว่างวันที่
19-21 มีนาคม 2551
ซึ่งได้เข้าพบหารือกับผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐฯ
เช่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
นอกจากนี้
การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
ได้เข้าร่วมและอยู่ในงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้นเป็นเกียรติสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นับเป็นเครื่องบ่งชี้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดได้เป็นอย่างดี
รวมทั้งการหารือ
Strategic Dialogue
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4
มิถุนายน 2551
ซึ่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศและนาย
Christopher Hill, Assistant
Secretary for East Asia and
Pacific Affairs
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือต่าง
ๆ
อย่างกว้างขวางครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆ
นอกจากการกลับสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
โอกาสความสัมพันธ์ครบรอบ 175
ปีระหว่างไทย-สหรัฐฯ
ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่กระชับความสัมพันธ์มากขึ้น
ซึ่งมีผลอย่างสำคัญที่ทำให้มีการเยือนระดับสูงจากสหรัฐฯ
ไปยังประเทศไทยทั้งระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและระดับรัฐมนตรีสหรัฐฯ
ที่สำคัญที่ไปเยือนไทย เช่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น ผอ.
USTDA (United States Trade and
Development Agency)
สำหรับในแง่ของการขยายจำนวน
“เพื่อนไทย”
ในสหรัฐฯ ในปี 2550
และครึ่งแรกของปี 2551
อาจกล่าวได้ว่า
ได้มีการขยายและเพิ่มจำนวน
“เพื่อนไทย”
รวมทั้งพันธมิตรและแนวร่วมของไทยในวงการต่าง
ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายบริหาร
รัฐสภา
สมาคมและบริษัทเอกชนและกลุ่มธุรกิจ
มลรัฐและเมืองต่าง ๆ
นักวิชาการและสถาบันการศึกษารวมทั้ง
Think Tanks
สื่อมวลชน องค์กรเอกชน
มูลนิธิและองค์กรอิสระต่างๆ
นอกจากนี้
การเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนของ
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ
และบทบาทของไทยในภูมิภาคในฐานะประธานอาเซียนและในการเป็นการคนกลางในการติดต่อกับผู้นำพม่าและช่วยเหลือพม่าใน
ภัยพิบัติพายุไซโคลน
Nargis
นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ
และสหรัฐฯ
ด้านเศรษฐกิจและการค้า
สำหรับด้านเศรษฐกิจ
ภาพรวมการค้าไทย-สหรัฐฯ
ยังไม่ดีขึ้น
แม้ตัวเลขการค้าจะเพิ่มขึ้น
โดยสหรัฐฯ ส่งออกไปไทย 7
พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17
ในขณะที่สหรัฐฯ
นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น
แต่เพิ่มเพียงร้อยละ 1.15
หากดูจากตัวเลขการส่งออกของไทยมาสหรัฐฯ
แล้วจะพบว่า
ไทยกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปจากเดิมร้อยละ
1.21 เป็นเหลือร้อยละ 1.17
ทั้งนี้
เพราะค่าของเงินบาทเป็นหลัก
ไม่สามารถแข่งขันได้
ทำให้ไทยขยายการส่งออกไม่ได้มาก
ส่วนจีนเป็นฝ่ายครองตลาดนำเข้าสหรัฐฯ
แทนแคนาดา
นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางรายการของไทยที่ถูกตัด
GSP
ด้วย
ปัญหาการค้าไทย-สหรัฐฯ
แม้ว่าจะมีประเด็นที่สืบเนื่องมาจากปีก่อน
ๆ
และประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ์แรงงานพม่า
แรงงานผิดกฎหมายหรือผู้หนีภัยเข้าเมือง
เช่น ม้งลาวอยู่บ้าง ซึ่งฝ่ายต่าง
ๆ
โดยเฉพาะสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ
บางคนและองค์กรเอกชนสนใจ
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและสถานเอกอัครราชทูตฯ
และสำนักงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหาและเข้าชี้แจงอย่างต่อเนื่อง
แต่หากดูในภาพรวมความสัมพันธ์ยังถือว่า
อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการมิให้ขยายตัวจนกระทบภาพใหญ่ได้
นักลงทุนและบริษัทสหรัฐฯ
ส่วนใหญ่เข้าใจและยังคงมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจของไทย
ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2551
ความมั่นใจของภาคเอกชนสหรัฐฯ
ต่อนโยบายเศรษฐกิจและการดำเนินการต่างๆ
ของไทย ดูจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ
ในภาพรวมของความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
อาจจะมีประเด็นด้านการค้าบ้าง
แต่จะมีกลไกในระดับทวิภาคี
และพหุภาคี
ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนได้
แต่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญายังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ
ยังคงมีความกังวลใจอย่างมาก
ด้านความร่วมมือ
ในส่วนของความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
กำลังดำเนินไปอย่างกว้างขวางและครอบคลุมความร่วมมือเกือบทุกสาขา
ส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือในระดับองค์กรต่อองค์กรและสถาบันต่อสถาบัน
ภายหลังจากที่ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
รัฐบาลสหรัฐฯ หันกลับมา
re-engage
ประเทศไทยในด้านต่าง ๆ
หน่วยงานภาครัฐเริ่มมีความเคลื่อนไหว
และความคืบหน้าในกิจกรรมความร่วมมือต่าง
ๆ ที่ได้หยุดชะงักไป เช่น
การเจรจาจัดทำความตกลงด้านการเดินอากาศ
และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แนวโน้มในอนาคตอันใกล้
คาดว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะบรรลุข้อตกลง
และลงนามในความตกลงทั้งสองได้ในปีนี้
นอกจากนี้
ความร่วมมือกับองค์กรที่มิใช่รัฐ
ก็มีแนวโน้มที่จะขยายมากขึ้น
ทั้งในเชิง
engagement
กับองค์กรต่าง ๆ
และเชิงสาขาความร่วมมือ
รูปแบบความร่วมมือกับสหรัฐฯ
มีแนวโน้มที่จะเป็นความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคี
และไตรภาคีคู่ขนานกันไป
(ไทยร่วมกับสหรัฐฯ
ในการพัฒนาประเทศที่สามในภูมิภาค
รู้จักสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน
ดีซี

สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน
ดีซีเริ่มเปิดทำการในปี พ.ศ. 2444
ตามกฎหมายของไทยและอัครราชทูตผู้มีอํานาจเต็ม
สถานที่การเดิมตั้งอยู่ที่อาร์ลิงตัน
เวอร์จิเนียและได้ย้ายมายังกรุงวอชิงตัน
ดีซี ในปี พ.ศ. 2456
และได้มีการย้ายที่ทำกาภายในกรุงวิชิงตัน
ดีซีอยู่หลายครั้งจะกระทั่งในปีพ.ศ.
2463
รัฐบาลไทยได้ซื้อที่ดินเลขที่
2300
Kalorama Road
และสร้างที่ทำการเสร็จภายในปีพ.ศ.
2464 ซึ่งประกอบด้วย ที่ทำการ
และทำเนียบอัครราชทูต
ในตึกเดียวกัน
และต่อมาในปีพุทธศักราช 2490
รัฐบาลไทยได้ยกระดับจากอัครราชทูตเป็น
เอกอัครราชทูต
เนื่องจากมีจำนวนข้าราชการที่มาประจำการมากขึ้น
จากหลายหน่วยงาน
จึงทำให้สถานที่ปฏิบัติงานคับแคบไม่เพียงพอ
รัฐบาลจึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่
ดังนั้นในปี พ.ศ.
2533รัฐบาลไทยจึงได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯแห่งใหม่ซึ่งเป็นอาคารหลังปัจจุบันซึ่งตั้งอยู่เลขที่
1024
Wilson Ave
โดยส่วนที่สร้างเพิ่มเติมสร้างเสร็จเมื่อปีพ.ศ.
2536
และสถานทูตไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ได้เริ่มทำการในอาคารห้าชั้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากการประมาณการของ สอท./สกญ.
ประมาณการว่า
ประชาชนที่พำนักในสหรัฐฯ
(ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย)
มีจำนวนประมาณ
300,000
คน โดยจำแนกตามพื้นที่ดังต่อไปนี้
1.
นครลอสแอนเจลิสและเขตอาณา ประมาณ
200,000 -250,000
คน
2.
นครนิวยอร์คและเขตอาณา ประมาณ
15,000
คน
3.
ชิคาโกและเขตอาณา ประมาณ
20,000
คน
4.
กรุงวอชิงตัน
ดีซีและเขตปริมณฑลประมาณ
15,000
คน
จากการสำรวจพบว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บริเวณแคลิฟอร์เนีย
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในร้านอาหารไทยหรือทำงานรับจ้างทั่วไปส่วนประชาชนที่ประกอบสาขาวิชาชีพ
เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร
จะอาศัยอยู่บริเวณ
Midwest
และกรุงวอชิงตันและปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่

เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันคือ
นาย ดอน ปรมัตถ์วินัย
ผู้เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
คลิกเพื่อเข้าสู่เว็บสถานทูต
http://www.thaiembdc.org
รู้จักสถานทูตสหรัฐ
ประจำประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเป็นสถานทูตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งและประกอบด้วยฝ่ายและหน่วยงานต่างๆหลายสิบหน่วย
ภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาคือ
ส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
และดูแลคุ้มครองบุคคลสัญชาติสหรัฐฯ
ในประเทศไทย
สถานเอกอัครราชทูตรายงานและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆในประเทศไทยที่สหรัฐฯ
ให้ความสนใจและทำหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินการตามนโยบายต่างๆ
ของสหรัฐฯ
สถานเอกอัครราชทูตฯ
ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพาณิชย์ของสหรัฐฯ
และการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรม
ตลอดทั้งงานบริการต่างๆ ของสหรัฐฯ
และรวมถึงการให้ความช่วยเหลือธุรกิจ
แรงงานและนักลงทุนชาวอเมริกัน
สถานเอกอัครราชทูตฯ
ติดต่อประสานงานกับรัฐบาลไทย
องค์กรต่างๆ
และบุคคลทั่วไปในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมค่านิยมร่วมกันระหว่างประเทศทั้งสอง
อันได้แก่ เสรีภาพส่วนบุคคล
สิทธิมนุษยชน
ประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
สถานทูตสหรัฐในกรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนถนนวิทยุ
เขตลุมพินี
นอกจากนั้นยังมีสถานกงสุลใหญ่สหรัฐซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิชยานนท์
จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
โดยตามสถิติของกองตรวจคนเข้าเมือง
ปัจจุบันมีพลเมืองชาวอเมริกันพำนักอยู่ในประเทศไทยกว่า
310,000
คน

เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือนาย
เอริค จี.จอห์น
สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในปี
พ.ศ.
2550
ก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานทูตสหรัฐ กรุงเทพฯ ประเทศไทย
http://thai.bangkok.usembassy.gov
การเดินทางเยือนประเทศไทยของ
ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู.
บุช ในปี พ.ศ.
2551
วิเคราะห์สุนทรพจน์ประธานาธิบดี
จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช
วันพฤหัสบดีที่
7
สิงหาคม
2551
ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
กรุงเทพมหานคร
วัตถุประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทย
เป็นการอำลาตำแหน่งประธานาธิบดี
โดยการกล่าวสุนทรพจน์เพื่อเป็นการสรุปผลงานของนโยบายที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชได้ดำเนินมาในภูมิภาคเอเชีย
รวมทั้งเป็นการมาเยือนประเทศไทยในปีที่มีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯครบรอบ
175
ปี
เหตุผลในการเลือกประเทศไทย
ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่เก่าแก่กับสหรัฐฯ
ที่สำคัญคือในด้านของความมั่นคงและเศรษฐกิจโดยไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐและเป็นพันธมิตรทางการทหารที่มีความใกล้ชิดกัน
ในอีกด้านหนึ่งเป็นเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญของพม่า
โดยสหรัฐฯ
มีนโยบายกดดันพม่าในเรื่องของประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นแล้วต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีสถานการณ์ภายในที่มั่นคงในเรื่องของความปลอดภัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และท้ายสุดรัฐบาลของท่านนายกสมัครก็มีความยินดีที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีบุชและภรรยา
ประเด็นจากสุนทรพจน์
-
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ:
ภาพรวมของความสัมพันธ์ที่ผ่านมาเริ่มตั้งแต่การก่อตั้งความสัมพันธ์ในสมัยรัชกาลที่
3
ของไทยและในปัจจุบันที่ไทย-สหรัฐฯมีความใกล้ชิดกันในด้านการทหารแต่ไม่ได้พูดถึงเรื่อง
FTA
ที่เป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลบุชมากนัก
เนื่องจากว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐบาลไทยในขณะนี้แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นการพูดถึงการกลับมาเป็นประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของไทย
ซึ่งประธานาธิบดีก็ได้กล่าวในลักษณะชื่นชมประเทศไทยในเรื่องดังกล่าว
ซึ่งประเด็นนี้อาจจะเป็นแรงดึงดูดอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเยือนประเทศไทย
-
การค้าเสรี:
ประธานาธิบดีบุชได้กล่าวถึงข้อตกลงการค้าเสรีที่สหรัฐฯภายใต้รัฐบาลของเขาได้ทำกับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลของบุชที่เขามองว่าสร้างให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ
เพราะเรื่องของการค้าเป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน
คือเป็น
win-win game
โดยบุชเขาก็มีความเชื่อมั่นในแนวคิดเรื่องการค้าเสรีว่าจะเป็นปัจจัยที่จะนำซึ่งความร่วมมือและความเจริญก้าวหน้าของทั้งภูมิภาค
คลิกที่นี่เพื่ออ่านสุนทรพจน์ประธานาธิบดีจอร์จ
ดับเบิ้ลยู บุช วันที่
7
สิงหาคม
2551
ณ
ศูนย์การกระชุมแห่งชาติสิริกิตติ์
กรุงเทพมหานคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Burma highlights Bush's visit to
Thailand - 4
ส.ค.
51 (The Nation)
Bush meeting dissidents: 'Hu
didn't like it but I did it.' -
4
ส.ค.
51 (The Nation)
Bush picks Bangkok to declare
US-Asia links - (The Nation)
Bush speaks to the Bangkok Post
before visiting Thailand - 30
กรกฎาคม
52 (Bangkok Post)
Bush to Urge China to Improve
Human Rights - 6
ส.ค.
52 (The New York Times)
President and Mrs. Bush Visit
USAID-Funded Centers, Briefed on
Burma Relief - 6
ส.ค.
52 (USAID)
การเดินทางเยือนประเทศไทยของ นางฮิลลารี
คลินตัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา
ในปี พ.ศ.
2552
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Remarks With Thai Deputy Prime
Minister Korbsak Sabhavasu at
Government House in Bangkok -
21 ก.ค. 52 (U.S.
Department of State)
Press Availability at the ASEAN
Summit in Phuket (where she
declared that the United States
is now back in Southeast Asia) -
21 ก.ค. 52 (U.S.
Department of State)
Remarks at the ASEAN Regional
Forum in Phuket -
23 ก.ค. 52 (U.S.
Department of State)
Remarks From the Signing
Ceremony of the Treaty of Amity
and Cooperation Accession in
Phuket -
22 ก.ค. 52 (U.S.
Department of State)
Interview With Michele Kelemen
of NPR (U.S. National Public
Radio) in Bangkok -
22 ก.ค. 52 (U.S.
Department of State)
|