| |
 |
|
 |
| |
|
 |
        |
 |
|
บารัก
โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่

"มันเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน...แต่คืนนี้
การเปลี่ยนแปลงได้มาถึงอเมริกาแล้ว"
บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44
ของสหรัฐอเมริกา
ชัยชนะการเลือกตั้งของนาย บารัก โอบามา
สรุปผลการเลือกตั้ง
บารัก โอบามา
วุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแคตรวัย 47 ปี
จากมลรัฐอิลลินอยส์
กล่าวสุนทรพจน์รับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐต่อหน้าฝูงชนนับแสน
ณ ใจกลางเมืองชิคาโก
ถิ่นกำเนิดเส้นทางสายการเมืองของเขาว่า
ยุคใหม่ของ “American leadership”
ได้มาถึงแล้ว
หลังจากหน่วยเลือกตั้งสุดท้ายในมลรัฐแคลิฟอร์เนียสิ้นสุดลงตามเวลาประเทศไทย
11.00 น. ของวันพุธที่ 5 พฤหัสบดี
สำนักข่าวชั้นนำของสหรัฐต่างพากันประกาศชัยชนะของนายโอบามาในการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยผลคณะผู้เลือกตั้งที่เขาได้รับไปคือ 338
คะแนน ในขณะที่คู่แข่งจากพรรครีพับลีกัน
นายจอห์น แมคเคน ได้รับไป 160 คะแนน
โดยตามหลักกฎหมายแล้ว
ผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องได้รับคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดที่มีจำนวน
538 คน ดังนั้น
ผู้ที่จะประกาศชัยชนะได้จะต้องได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งเป็นอย่างน้อย
270 คะแนน จึงทำให้มองได้ว่า
นายโอบามาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างท่วมท้น
ชัยชนะของนายโอบามาในครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
คือนอกจากจะได้รับคะแนนคณะผู้เลือกตั้งอย่างท่วมท้นแล้ว
เขายังมีชัยชนะเหนือมลรัฐสำคัญๆอย่าง
เพลซิลเวเนีย โอไฮโอ ฟลอริดาและเวอร์จิเนีย
ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญให้กับพรรครีพับลีกันและมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่โพลได้สำรวจออกมาก่อนหน้านี้ว่ายังไม่สามารถตัดสินใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใคร
เมื่อวิเคราะห์พร้อมกับข้อมูลที่ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้มีสถิติของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ
ชัยชนะของนายโอบามาในครั้งนี้ถือเป็นแรงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างแท้จริง
แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ยาวนานครั้งนี้ไป
แต่นายจอห์น
แมคเคนก็ได้กล่าวสุนทรพจน์สุดท้ายว่า
เขามีความยินดีกับนายโอบามาต่อความสำเร็จในครั้งนี้
และกล่าวยอมรับในการเป็นผู้สมัครที่สามารถสร้างความนิยมอย่างล้นหลามและปลุกเร้าความรู้สึกมีส่วนร่วมของคนอเมริกันจำนวนมากได้
และท้ายที่สุด
นายแมคเคนก็ได้กล่าวต่อผู้สนับสนุนและคนอเมริกันโดยรวมให้ร่วมมือกันเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆของประเทศในขณะนี้
เบื้องหลังความสำเร็จของบารัก โอบามา
สโลแกนหลักในการหาเสียงของเขา ซึ่งก็คือ “การเปลี่ยนแปลง”
สะท้อนความเข้าใจถึงสิ่งที่คนอเมริกันกำลังต้องการและการฉกฉวยเอาวิกฤตของประเทศภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลแห่งพรรครีพับลีกันของประธานาธิบดีจอร์จ
ดับเบิ้ล ยู
โดยเป็นที่ทราบกันจากผลสำรวจทั่วไปว่า
ความนิยมของประธานาธิบดี
บุชลดลงไปอย่างมากในปัจจุบัน
ซึ่งนอกจากประเด็นสงครามในอิรักแล้ว
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่สร้างให้เกิดกระแสความต้องการในการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ
ความสำเร็จในการระดมเงินสนับสนุนและการใช้อินเตอร์เนทเป็นเครื่องมือในการหาเสียงของทีมนายโอบามาถือเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
โฆษณาหาเสียงชุดสุดท้ายที่ยาวนานกว่า 30 นาที
สร้างให้เกิดการยอมรับในความสำเร็จของการระดมทุนสนับสนุนของทีมหาเสียงของเขาที่เป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก
และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหยั่งคะแนนความนิยมในตัวเขา
เนื่องจากผู้คนทั่วไปสามารถบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ของเขาได้
และนอกจากเว็บไซต์ที่เป็นทางการของเขาแล้ว
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังได้เห็นเว็บไซต์อื่นๆที่สร้างความนิยมให้กับเขาโดยผ่านช่องทางอินเตอร์เนทที่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลายมาเป็นฐานเสียงอันสำคัญให้กับเขา
แน่นอนว่าบุคลิกและการเป็นนักพูดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่เคยสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามก็ยังต้องหันมาคล้อยตาม
ลักษณะการเป็นผู้นำที่มีความสุขุมเยือกเย็นและมีความมั่นใจในตัวเองสูง
สร้างภาพให้เขาเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมอย่างมากต่อการเป็นผู้นำของประเทศในยุคที่ผู้คนต้องการการเปลี่ยนแปลง
การใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียงที่ผิดพลาดของทีมนายแมคเคนสามารถถูกมองได้ว่าเป็นปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จของนายโอบามาเช่นกัน
โดยนายแมคเคนมีความชะล่าใจในการสภาวะความพร้อมในการเป็นผู้นำของนักการเมืองรุ่นน้องอย่างนายโอบามา
และหันมาใส่ใจกับฐานเสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยมของพรรครีพับลีกันมากขึ้นในช่วงหลังของการหาเสียง
การเลือกนางซาร่า เพ-ลินมาเป็นรองประธานาธิบดีถือเป็นการสะท้อนถึงความต้องการในการเอาใจกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน
จนกลายเป็นการผลักดันกลุ่มสนับสนุนอื่นๆไปสู่นายโอบามาในที่สุด
นอกจากนั้นแล้ว
การยกประเด็นเชื่อมโยงนายโอบามากับการก่อการร้ายก็ดีหรือความไม่รักชาติก็ดี
ไม่ได้รับการใส่ใจจากคนอเมริกันมากนัก
เนื่องจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติได้กลายเป็นรองประเด็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไปแล้ว
ในที่สุดต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องสีผิวมีความสำคัญต่อชัยชนะของนายโอบามาเช่นกัน
แม้เขาจะไม่ได้สร้างภาพว่าเป็นผู้สมัครผิวดำที่ยังชูประเด็นเรื่องการเรียกร้องสิทธิของความเท่าเทียมกันระหว่างสีผิวในสังคมอเมริกัน
แต่กลุ่มคนแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมากมีความตื่นเต้นและกระแสตอบรับในการลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ของเขา
เนื่องจากประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐยังไม่เคยเปิดโอกาสให้นักการเมืองผิวสีก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมาก่อนเลย
น้ำตาจากความปิติยินดีของนายเจสซี่ แจ็คสัน
นักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำที่ได้เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐในปี
1984 และ 1988ในระหว่างรับฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายโอบามา
ณ แกรนท์ พาร์ค
คงเป็นภาพที่สะท้อนเป็นอย่างดีถึงความยินดีของคนแอฟริกัน-อเมริกันที่มองชัยชนะในครั้งนี้ของนายโอบามาว่าเป็นเสมือนชัยชนะของการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของพวกเขา
<<<
รับฟังสุนทรพจน์นายโอบามาวันชัยชนะการเลือกตั้ง
ณ แกรนท์ พาร์ค เมืองชิคาโก วันที่
5
พฤศจิกายน
2551 |


ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
|
ภายหลังชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี
ค.ศ. 1789 ของจอร์จ วอชิงตัน
ประธานาธิบดีจำนวน 43
คนได้นำพาสหรัฐผ่านความสงบและสงคราม
ความยากลำบากและความรุ่งเรื่องจนมาถึงปัจจุบัน
โดยพวกเขาทั้งหมดเป็นชายที่มีวาระการดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดเพียง
1 เดือนและยาวที่สุดถึง 12 ปี
(ข้อมูลทำเนียบขาว) |
|
|

|
 |
 |
|
Washington, George |
Adams, John |
Jefferson, Thomas |
|
1789-97 |
1797-1801
|
1801-09
|
 |
 |
 |
|
Madison,
James |
Monroe,
James |
Adams,
John Quincy
|
|
1817-25 |
1809-17 |
1825-29 |
 |
 |
 |
|
Jackson, Andrew |
Van
Buren, Martin |
Harrison, William |
|
1829-37 |
1837-41 |
1841 |
 |
 |
 |
|
Tyler, John |
Polk, James |
Taylor, Zachary |
|
1841-45 |
1845-49 |
1849-50 |
 |
 |
 |
|
Fillmore, Millard |
Pierce, Franklin |
Buchanan, James |
|
1850-53 |
1853-57 |
1857-61 |
 |
 |
 |
|
Lincoln, Abraham |
Johnson, Andrew |
Grant,
Ulysses S. |
|
1861-65 |
1865-69 |
1869-77 |
 |
 |
 |
|
Hayes, Rutherford B. |
Garfield, James |
Arthur, Chester |
|
1877-81 |
1881 |
1881-85 |
 |
 |
 |
|
Cleveland,
Grover |
Harrison, Benjamin |
Cleveland, Grover |
|
1885-89 |
1889-93 |
1893-97 |
 |
 |
 |
|
McKinley, William |
Roosevelt, Theodore |
Taft, William H. |
|
1897-1901 |
1901-09 |
1909-13 |
 |
 |
 |
|
Wilson, Woodrow |
Harding, Warren |
Coolidge, Calvin |
|
1913-21 |
1921-23 |
1923-29 |
 |
 |
 |
|
Hoover, Herbert |
Roosevelt, Franklin D. |
Truman, Harry |
|
1929-33 |
1933-45 |
1945-53 |
 |
 |
 |
|
Eisenhower, Dwight |
Kennedy, John F. |
Johnson, Lyndon |
|
1953-61 |
1961-63 |
1963-69 |
 |
 |
 |
|
Nixon, Richard |
Ford, Gerald |
Carter, Jimmy |
|
1969-74 |
1974-77 |
1977-81 |
 |
 |
 |
|
Reagan,
Ronald |
Bush, George H.W. |
Clinton, William J. |
|
1981-89 |
1989-93 |
1993-2001 |
 |
 |
|
|
Bush, George W. |
Obama, Barack H. |
|
|
2001- 2009 |
2009 - |
|
|
ประวัติสัญลักษณ์ของพรรค
|
เดโมแคตร-ลา
ลาได้เริ่มเป็นตัวแทนในการกล่าวถึงพรรคเดโมแคตรมาตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยของนายแอนดรู
แจ็คสัน ปี พ.ศ. 2371
ในขณะนั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้กล่าวหานายแอนดรู
แจ็คสัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแคตรว่าเป็นคนโง่เง่า
เขาจึงใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานในการแข่งขัน
และหลังจากที่เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
นายแอนดรู แจ็คสันก็ยังถูกเปรียบว่าดื้อรั้นเหมือนลาอีกด้วย
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2423
ลาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่นิยมกันของพรรคเดโมแคต
โดยนักการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของประเทศในช่วงนั้นคือ
นาย โธมัส แนส
ได้วาดภาพลาเพื่อแสดงถึงพรรคเดโมแคตรในการเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมือง
แต่กระนั้นก็ตาม
ทางพรรคก็ยังไม่ได้จัดให้ลาเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นทางการของพรรค
ผู้ที่ใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแคตรมักจะมองว่าลาเป็นสัตว์ที่ฉลาด
น่าเอ็นดู ไม่ย่อท้อ
รีพับลีกัน-ช้าง

นายโธมัส แนสยังได้วาดภาพสัตว์อีกประเภทหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนสื่อถึงพรรคฝ่ายตรงข้ามของพรรคเดโมแคตร
ซึ่งก็คือ พรรครีพับลีกัน โดยนายโธมัส
แนสได้ใช้ช้างในการดังกล่าวในการ์ตูนล้อเลียนการเมืองของเขา
ซึ่งต่อมาทางพรรคก็ได้ใช้ช้างที่นายโธมัส
แนสคิดให้เป็นสัญลักษณ์ของพรรคอย่างเป็นทางการ
โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งและความสง่างามและมีเกียรติ
สี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี
พ.ศ. 2543
ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนาย
จอร์จ ดับเบิลยู บุชจากพรรครีพับลีกัน
และนายอัล กอร์ จากพรรคเดโมแคตร
ได้ให้กำเนิดสีประจำพรรคที่เป็นที่นิยมในสื่ออเมริกันตั้งแต่นั้นมา
โดยในการนำเสนอข่าวผลการนับคะแนน
ทุกสื่อชั้นนำของประเทศต่างพากันใช้สีแดงในการสื่อถึงพิ้นที่ที่เป็นชัยชนะของพรรครีพับลีกัน
และสีฟ้าเป็นพื้นที่ที่เทคะแนนให้กลับพรรคเดโมแคตร
|
|
เลือกตั้งประวัติศาสตร์
สู่ทำเนียบขาว


รู้จักผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ปี 2008
พรรคเดโมแครต
 |
 |
 |
 |
 |
|
ฮิลลารี
คลินตัน |
บารัค
โอบามา |
โจ ไบเดน |
คริส ด๊อด |
จอห์น เอ็ดเวิร์ด
|
 |
 |
 |
|
|
|
ไมค์ กราเวล |
เดนนิส
คุชินิช |
บิล ริชาร์ดสัน |
|
|
พรรครีพับลีกัน
 |
 |
 |
 |
 |
|
จอห์น แมคเคน |
รูดี้
จุลิอานี่
|
ไมค์ ฮัคคาบี |
ดันแคน ฮันเตอร์
|
รอน พอล
|
 |
 |
 |
 |
 |
|
มิท รอมนีย์ |
ทอม แทนเครโด
|
เฟรด ทอมสัน |
ทอมมี่
ทอมสัน
|
จอห์น ค็อกซ์
|
หลังจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งขั้นต้นใน
4 มลรัฐ อันได้แก่ เทกซัส โอไฮโอ
เวอร์มอนท์ และ โร๊ด ไอส์แลนด์
ในวันที่ 4 มีนาคม 2552 นายไมค์
ฮัคคาบี
เป็นผู้สมัครคนล่าสุดที่ยุติการหาเสียงและถอนตัวออกจากการแข่งขันการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ส่งผลให้ปัจจุบันยังมีผู้สมัครที่คงอยู่ในการแข่งขันนี้
3 คน คือ นางฮิลลารี คลินตัน นายบารัค
โอบามา จากพรรคเดโมแคตร
และนายจอห์น แมคเคน
จากพรรครีพับลีกัน
ซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนจากพรรคในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นาง
ฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน
หลังจากประกาศตัวเป็นผู้แทนของพรรคเดโมแคตรเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในต้นปี
พ.ศ.2550
ฮิลลารี
คลินตันได้รับการยอมรับว่าเป็นตังเก็งในการเลือกตั้งในครั้งนี้
โดยการยอมรับนี้มาจากผลสำรวจของโพลล์จากหลายแหล่งในเวลานั้น
การยอมรับความสามารถในตัวเธอ
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่เธอเป็นที่รู้จักในสังคมอเมริกันมายาวนานในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งในช่วงเวลาที่สามีของเธอ
นายบิล คลินตัน
ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ
(พ.ศ. 2536-2544)
ในการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแคตรเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น
นางคลินตันได้ใช้ประสบการณ์
ของเธอในทางการเมืองเป็นประเด็นของการหาเสียง
อย่างไรก็ตาม
นางคลินตันมิได้เป็นผู้สมัครหญิงเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ
เมื่อ 136 ปีที่แล้ว วิคตอเรีย
วู๊ดฮัล
คือหญิงชาวอเมริกันคนแรกที่เข้ามาชิงตำแหน่งนี้
และก็ตามมาด้วยผู้หญิงคนอื่นๆอีกมากมาย
แต่ไม่มีใครเคยได้รับชัยชนะ
ประวัติ
พรรค :
เดโมแคตร
ประสบการณ์ทางการเมือง :
วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐนิวยอร์ค
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543
ประสบการณ์ทำงาน:
นักกฎหมาย
ดูแลประเด็นเรื่องผู้หญิง เด็ก
และประกันสุขภาพ
การศึกษา:
ปริญญาตรี ที่
Wellesley College
ซึ่งเป็นวิทยาลัยหญิงที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงในมลรัฐแมสซาชุเซท
และจบด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล
ในปี พ.ศ. 2516
เกิด:
วันที่ 26 ตุลาคม
พ.ศ. 2490 ที่ เมืองชิคาโก
มลรัฐอิลลินอยส์
ครอบครัว:
แต่งงานในปี พ.ศ.
2518 กับนาย บิล คลินตัน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 42
มีบุตรสาวหนึ่งคน คือ เชลซี อายุ
28 ปี
ศาสนา:
คริสต์
(Methodist)
จำนวนคณะผู้แทน:
1,697
เสียง (271
เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ)
จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค
2,024
เสียง
(ข้อมูลจาก
วอชิงตันโพสต์)

นาย บารัค ฮัสเซน โอบามา
จูเนียร์
นายบารัค โอบามา
นับเป็นผู้สมัครเชื้อสายแอฟริกันคนที่
7
ที่เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
และถูกยอมรับว่าเป็นผู้สมัครผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐที่มีคารมในการหาเสียงที่คมคายที่ทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างมากจนมีโอกาสจะได้รับชัยชนะมากที่สุด
นายโอบามามีบิดาเป็นชาวเคนย่าและมารดาเป็นชาวอเมริกันผิวขาว
ด้วยเหตุนี้ทำให้เป้าหมายหลักของเขาอย่างหนึ่งในการเข้าแข่งขันการเลือกตั้งในครั้งนี้คือการขจัดช่องว่างระหว่างคนผิวขาวและผิวดำในสังคมอเมริกัน
โดยเป้าหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการหาเสียงของเขาที่เน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมืองของประเทศที่จะลดช่องว่างระหว่างแนวความคิดที่แตกต่างกันที่โอบามามองว่าเป็นอุปสรรคในการมองและการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง
จากการที่นายโอบามาเพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ในปี
พ.ศ. 2547
และเป็นนักการเมืองที่มีอายุน้อย
ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ด้อยประสบการณ์
ประวัติ
พรรค:
เดโมแคตร
ประสบการณ์ทางการเมือง:
วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547
ประสบการณ์ทำงาน:
ทนายความและผู้ประสานงานชุมชน
การศึกษา:
ปริญญาตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
มลรัฐนิวยอร์ค
และจบด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ในปี พ.ศ. 2534
เกิด:
วันที่ 4
สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่
เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
ครอบครัว:
แต่งงานในปี
พ.ศ. 2535 กับมิเชล โรบิลสัน
มีบุตรสาวสองคน
ศาสนา:
คริสต์
(United Church of Christ)
จำนวนคณะผู้แทน:
1,864
เสียง (276
เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ)
จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค
2,024
เสียง
(ข้อมูลจาก
วอชิงตันโพสต์)

นาย จอห์น แมคเคน
หลังจากพ่ายแพ้ต่อนายจอร์จ
ดับเบิลยู บุช
ในการเป็นตัวแทนพรรครีพับลีกันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี
พ.ศ. 2543 นายจอห์น
แมคเคนกำลังหาเสียงในฐานะตัวแทนพรรคเดียวกันในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนนี้
ด้วยมาจากครอบครัวทหารเรือที่ได้รับการยกย่อง
นายแมคเคนได้เข้าร่วมสงครามเวียดนามในฐานะนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ
และได้ถูกจับเป็นเชลยสงครามอยู่ที่เวียดนามอยู่หลายปีหลังจากที่เครื่องบินของเขาถูกยิงตกก่อนจะถูกปล่อยกลับประเทศ
และหลังจากนั้นได้เบนเข็มชีวิตเข้ามาเล่นการเมืองในที่สุด
ประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้ส่งผลให้เขาเป็นที่ยอมรับในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
แนวคิดสำคัญของนายแมคเคนประการหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้สมัครที่น่าจับตามองคือการที่เขาสนับสนุนการทำสงครามในอิรัคของประธานาธิบดีจอร์จ
ดับเบิลยู บุช
ซึ่งถูกมองว่าเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน
ประวัติ
พรรค:
รีพับลีกัน
ประสบการณ์ทางการเมือง:
วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐแอริโซน่า
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529
หลังจากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนแห่งมลรัฐเดียวกันเป็นเวลา
4 ปี
ประสบการณ์ทำงาน:
นักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ระหว่าง ปี พ.ศ. 2501- 2524
การศึกษา:
โรงเรียนกองทัพเรือสหรัฐฯในปี
พ.ศ. 2501
และจากนั้นจบการศึกษาต่อที่วิทยาลัยการสงครามแห่งชาติ
ในปี พ.ศ. 2517
เกิด:
วันที่ 29
สิงหาคม พ.ศ. 2479
ที่ฐานทัพเรือในประเทศปานามา
ครอบครัว:
แต่งงานในปี พ.ศ.
2523 กับภรรยาคนที่สอง คือ ซินดี้
เฮนสลีย์ มีบุตรและธิดารวม 7 คน
ศาสนา:
คริสต์
(Episcopalian)
จำนวนคณะผู้แทน:
1,362
เสียง (133
เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ)
จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค
1,091
เสียง
(ข้อมูลจาก
วอชิงตันโพสต์)
|
|
|
 |
|