ASP Current Affairs
 

บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่



"มันเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน...แต่คืนนี้ การเปลี่ยนแปลงได้มาถึงอเมริกาแล้ว"
บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา
 

 

ชัยชนะการเลือกตั้งของนาย บารัก โอบามา

 


สรุปผลการเลือกตั้ง


            บารัก โอบามา วุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแคตรวัย 47 ปี จากมลรัฐอิลลินอยส์ กล่าวสุนทรพจน์รับชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐต่อหน้าฝูงชนนับแสน ณ ใจกลางเมืองชิคาโก ถิ่นกำเนิดเส้นทางสายการเมืองของเขาว่า ยุคใหม่ของ “American leadership” ได้มาถึงแล้ว

หลังจากหน่วยเลือกตั้งสุดท้ายในมลรัฐแคลิฟอร์เนียสิ้นสุดลงตามเวลาประเทศไทย 11.00 น. ของวันพุธที่ 5 พฤหัสบดี สำนักข่าวชั้นนำของสหรัฐต่างพากันประกาศชัยชนะของนายโอบามาในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยผลคณะผู้เลือกตั้งที่เขาได้รับไปคือ 338 คะแนน ในขณะที่คู่แข่งจากพรรครีพับลีกัน นายจอห์น แมคเคน ได้รับไป 160 คะแนน โดยตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องได้รับคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดที่มีจำนวน 538 คน ดังนั้น ผู้ที่จะประกาศชัยชนะได้จะต้องได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งเป็นอย่างน้อย 270 คะแนน จึงทำให้มองได้ว่า นายโอบามาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างท่วมท้น

ชัยชนะของนายโอบามาในครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง คือนอกจากจะได้รับคะแนนคณะผู้เลือกตั้งอย่างท่วมท้นแล้ว เขายังมีชัยชนะเหนือมลรัฐสำคัญๆอย่าง เพลซิลเวเนีย โอไฮโอ ฟลอริดาและเวอร์จิเนีย ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญให้กับพรรครีพับลีกันและมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่โพลได้สำรวจออกมาก่อนหน้านี้ว่ายังไม่สามารถตัดสินใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใคร เมื่อวิเคราะห์พร้อมกับข้อมูลที่ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้มีสถิติของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ ชัยชนะของนายโอบามาในครั้งนี้ถือเป็นแรงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างแท้จริง

แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ยาวนานครั้งนี้ไป แต่นายจอห์น แมคเคนก็ได้กล่าวสุนทรพจน์สุดท้ายว่า เขามีความยินดีกับนายโอบามาต่อความสำเร็จในครั้งนี้ และกล่าวยอมรับในการเป็นผู้สมัครที่สามารถสร้างความนิยมอย่างล้นหลามและปลุกเร้าความรู้สึกมีส่วนร่วมของคนอเมริกันจำนวนมากได้ และท้ายที่สุด นายแมคเคนก็ได้กล่าวต่อผู้สนับสนุนและคนอเมริกันโดยรวมให้ร่วมมือกันเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆของประเทศในขณะนี้



เบื้องหลังความสำเร็จของบารัก โอบามา


                สโลแกนหลักในการหาเสียงของเขา ซึ่งก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” สะท้อนความเข้าใจถึงสิ่งที่คนอเมริกันกำลังต้องการและการฉกฉวยเอาวิกฤตของประเทศภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลแห่งพรรครีพับลีกันของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ล ยู โดยเป็นที่ทราบกันจากผลสำรวจทั่วไปว่า ความนิยมของประธานาธิบดี บุชลดลงไปอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากประเด็นสงครามในอิรักแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่สร้างให้เกิดกระแสความต้องการในการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ

                ความสำเร็จในการระดมเงินสนับสนุนและการใช้อินเตอร์เนทเป็นเครื่องมือในการหาเสียงของทีมนายโอบามาถือเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โฆษณาหาเสียงชุดสุดท้ายที่ยาวนานกว่า 30 นาที สร้างให้เกิดการยอมรับในความสำเร็จของการระดมทุนสนับสนุนของทีมหาเสียงของเขาที่เป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหยั่งคะแนนความนิยมในตัวเขา เนื่องจากผู้คนทั่วไปสามารถบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ของเขาได้ และนอกจากเว็บไซต์ที่เป็นทางการของเขาแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังได้เห็นเว็บไซต์อื่นๆที่สร้างความนิยมให้กับเขาโดยผ่านช่องทางอินเตอร์เนทที่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลายมาเป็นฐานเสียงอันสำคัญให้กับเขา

                แน่นอนว่าบุคลิกและการเป็นนักพูดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่เคยสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามก็ยังต้องหันมาคล้อยตาม ลักษณะการเป็นผู้นำที่มีความสุขุมเยือกเย็นและมีความมั่นใจในตัวเองสูง สร้างภาพให้เขาเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมอย่างมากต่อการเป็นผู้นำของประเทศในยุคที่ผู้คนต้องการการเปลี่ยนแปลง

                การใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียงที่ผิดพลาดของทีมนายแมคเคนสามารถถูกมองได้ว่าเป็นปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จของนายโอบามาเช่นกัน โดยนายแมคเคนมีความชะล่าใจในการสภาวะความพร้อมในการเป็นผู้นำของนักการเมืองรุ่นน้องอย่างนายโอบามา และหันมาใส่ใจกับฐานเสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยมของพรรครีพับลีกันมากขึ้นในช่วงหลังของการหาเสียง การเลือกนางซาร่า เพ-ลินมาเป็นรองประธานาธิบดีถือเป็นการสะท้อนถึงความต้องการในการเอาใจกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน จนกลายเป็นการผลักดันกลุ่มสนับสนุนอื่นๆไปสู่นายโอบามาในที่สุด นอกจากนั้นแล้ว การยกประเด็นเชื่อมโยงนายโอบามากับการก่อการร้ายก็ดีหรือความไม่รักชาติก็ดี ไม่ได้รับการใส่ใจจากคนอเมริกันมากนัก เนื่องจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติได้กลายเป็นรองประเด็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไปแล้ว

               ในที่สุดต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องสีผิวมีความสำคัญต่อชัยชนะของนายโอบามาเช่นกัน แม้เขาจะไม่ได้สร้างภาพว่าเป็นผู้สมัครผิวดำที่ยังชูประเด็นเรื่องการเรียกร้องสิทธิของความเท่าเทียมกันระหว่างสีผิวในสังคมอเมริกัน แต่กลุ่มคนแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมากมีความตื่นเต้นและกระแสตอบรับในการลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ของเขา เนื่องจากประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐยังไม่เคยเปิดโอกาสให้นักการเมืองผิวสีก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมาก่อนเลย น้ำตาจากความปิติยินดีของนายเจสซี่ แจ็คสัน นักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำที่ได้เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐในปี 1984 และ 1988ในระหว่างรับฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายโอบามา ณ แกรนท์ พาร์ค คงเป็นภาพที่สะท้อนเป็นอย่างดีถึงความยินดีของคนแอฟริกัน-อเมริกันที่มองชัยชนะในครั้งนี้ของนายโอบามาว่าเป็นเสมือนชัยชนะของการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของพวกเขา
 

 

<<< รับฟังสุนทรพจน์นายโอบามาวันชัยชนะการเลือกตั้ง ณ แกรนท์ พาร์ค เมืองชิคาโก วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551

 

 
 

    ASP U.S. History
 

 

 ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ภายหลังชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1789 ของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีจำนวน 43 คนได้นำพาสหรัฐผ่านความสงบและสงคราม ความยากลำบากและความรุ่งเรื่องจนมาถึงปัจจุบัน โดยพวกเขาทั้งหมดเป็นชายที่มีวาระการดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดเพียง 1 เดือนและยาวที่สุดถึง 12 ปี

 (ข้อมูลทำเนียบขาว)

 

 

Washington, George Adams, John  Jefferson, Thomas
 1789-97  1797-1801 1801-09     
Madison, James   Monroe, James 

Adams, John Quincy

1817-25   1809-17 1825-29
Jackson, Andrew    Van Buren, Martin  Harrison, William
1829-37 1837-41  1841
Tyler, John  Polk, James    Taylor, Zachary
    1841-45  1845-49 1849-50
   Fillmore, Millard      Pierce, Franklin Buchanan, James
1850-53   1853-57  1857-61
Lincoln, Abraham Johnson, Andrew  

 Grant, Ulysses S.

 1861-65    1865-69      1869-77
  Hayes, Rutherford B. Garfield, James   Arthur, Chester
1877-81  1881  1881-85
 Cleveland, Grover    Harrison, Benjamin Cleveland, Grover
1885-89   1889-93 1893-97
  McKinley, William  Roosevelt, Theodore Taft, William H.
1897-1901  1901-09 1909-13
Wilson, Woodrow  Harding, Warren Coolidge, Calvin
1913-21  1921-23 1923-29
Hoover, Herbert  Roosevelt, Franklin D.  Truman, Harry
1929-33  1933-45     1945-53
Eisenhower, Dwight Kennedy, John F.  Johnson, Lyndon
1953-61  1961-63 1963-69
Nixon, Richard  Ford, Gerald  Carter, Jimmy
1969-74  1974-77 1977-81
 Reagan, Ronald  Bush, George H.W.  Clinton, William J.
 1981-89  1989-93 1993-2001
 
Bush, George W. Obama, Barack H.  
 2001- 2009 2009 -  

 

ประวัติสัญลักษณ์ของพรรค

 

เดโมแคตร-ลา

 

                    ลาได้เริ่มเป็นตัวแทนในการกล่าวถึงพรรคเดโมแคตรมาตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยของนายแอนดรู แจ็คสัน ปี พ.ศ. 2371 ในขณะนั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้กล่าวหานายแอนดรู แจ็คสัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแคตรว่าเป็นคนโง่เง่า เขาจึงใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ในการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานในการแข่งขัน และหลังจากที่เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นายแอนดรู แจ็คสันก็ยังถูกเปรียบว่าดื้อรั้นเหมือนลาอีกด้วย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2423 ลาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่นิยมกันของพรรคเดโมแคต โดยนักการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของประเทศในช่วงนั้นคือ นาย โธมัส แนส ได้วาดภาพลาเพื่อแสดงถึงพรรคเดโมแคตรในการเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมือง แต่กระนั้นก็ตาม ทางพรรคก็ยังไม่ได้จัดให้ลาเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นทางการของพรรค ผู้ที่ใช้ลาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแคตรมักจะมองว่าลาเป็นสัตว์ที่ฉลาด น่าเอ็นดู ไม่ย่อท้อ

 

รีพับลีกัน-ช้าง

           นายโธมัส แนสยังได้วาดภาพสัตว์อีกประเภทหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนสื่อถึงพรรคฝ่ายตรงข้ามของพรรคเดโมแคตร ซึ่งก็คือ พรรครีพับลีกัน โดยนายโธมัส แนสได้ใช้ช้างในการดังกล่าวในการ์ตูนล้อเลียนการเมืองของเขา ซึ่งต่อมาทางพรรคก็ได้ใช้ช้างที่นายโธมัส แนสคิดให้เป็นสัญลักษณ์ของพรรคอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อว่าเป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งและความสง่างามและมีเกียรติ

 

สี

            การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนาย จอร์จ ดับเบิลยู บุชจากพรรครีพับลีกัน และนายอัล กอร์ จากพรรคเดโมแคตร ได้ให้กำเนิดสีประจำพรรคที่เป็นที่นิยมในสื่ออเมริกันตั้งแต่นั้นมา โดยในการนำเสนอข่าวผลการนับคะแนน ทุกสื่อชั้นนำของประเทศต่างพากันใช้สีแดงในการสื่อถึงพิ้นที่ที่เป็นชัยชนะของพรรครีพับลีกัน และสีฟ้าเป็นพื้นที่ที่เทคะแนนให้กลับพรรคเดโมแคตร

 

 

เลือกตั้งประวัติศาสตร์

สู่ทำเนียบขาว

   

            

  

 

รู้จักผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปี 2008

 พรรคเดโมแคร

 

ฮิลลารี คลินตัน บารัค โอบามา โจ ไบเดน คริส ด๊อด  จอห์น เอ็ดเวิร์ด

               

   
ไมค์ กราเวล  เดนนิส คุชินิช  บิล ริชาร์ดสัน    

                                                     

พรรครีพับลีกัน

จอห์น แมคเคน รูดี้ จุลิอานี่      ไมค์ ฮัคคาบี ดันแคน ฮันเตอร์     รอน พอล            

              

มิท รอมนีย์  ทอม แทนเครโด    เฟรด ทอมสัน ทอมมี่ ทอมสัน  จอห์น ค็อกซ์    

              

                          

หลังจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งขั้นต้นใน 4 มลรัฐ อันได้แก่ เทกซัส โอไฮโอ เวอร์มอนท์ และ โร๊ด ไอส์แลนด์ ในวันที่ 4 มีนาคม 2552 นายไมค์ ฮัคคาบี เป็นผู้สมัครคนล่าสุดที่ยุติการหาเสียงและถอนตัวออกจากการแข่งขันการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่งผลให้ปัจจุบันยังมีผู้สมัครที่คงอยู่ในการแข่งขันนี้ 3 คน คือ นางฮิลลารี คลินตัน นายบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแคตร และนายจอห์น แมคเคน จากพรรครีพับลีกัน ซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนจากพรรคในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 นาง ฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน

 หลังจากประกาศตัวเป็นผู้แทนของพรรคเดโมแคตรเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในต้นปี พ.ศ.2550    ฮิลลารี คลินตันได้รับการยอมรับว่าเป็นตังเก็งในการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยการยอมรับนี้มาจากผลสำรวจของโพลล์จากหลายแหล่งในเวลานั้น การยอมรับความสามารถในตัวเธอ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่เธอเป็นที่รู้จักในสังคมอเมริกันมายาวนานในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งในช่วงเวลาที่สามีของเธอ นายบิล คลินตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ (พ.ศ. 2536-2544) ในการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแคตรเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น นางคลินตันได้ใช้ประสบการณ์ ของเธอในทางการเมืองเป็นประเด็นของการหาเสียง อย่างไรก็ตาม นางคลินตันมิได้เป็นผู้สมัครหญิงเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ  เมื่อ 136 ปีที่แล้ว วิคตอเรีย วู๊ดฮัล คือหญิงชาวอเมริกันคนแรกที่เข้ามาชิงตำแหน่งนี้ และก็ตามมาด้วยผู้หญิงคนอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่มีใครเคยได้รับชัยชนะ

 

 

ประวัติ 

พรรค: เดโมแคตร

ประสบการณ์ทางการเมือง: วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐนิวยอร์ค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

ประสบการณ์ทำงาน: นักกฎหมาย ดูแลประเด็นเรื่องผู้หญิง เด็ก และประกันสุขภาพ

การศึกษา: ปริญญาตรี ที่ Wellesley College ซึ่งเป็นวิทยาลัยหญิงที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงในมลรัฐแมสซาชุเซท   และจบด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล ในปี พ.ศ. 2516

เกิด: วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ที่ เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์

ครอบครัว: แต่งงานในปี พ.ศ. 2518 กับนาย บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 42 มีบุตรสาวหนึ่งคน คือ เชลซี อายุ 28 ปี

ศาสนา: คริสต์ (Methodist)

จำนวนคณะผู้แทน: 1,697 เสียง (271 เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ) จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค 2,024 เสียง

(ข้อมูลจาก วอชิงตันโพสต์)

 

  

นาย บารัค ฮัสเซน โอบามา จูเนียร์

 

นายบารัค โอบามา นับเป็นผู้สมัครเชื้อสายแอฟริกันคนที่ 7 ที่เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และถูกยอมรับว่าเป็นผู้สมัครผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐที่มีคารมในการหาเสียงที่คมคายที่ทำให้เขาได้รับความนิยมอย่างมากจนมีโอกาสจะได้รับชัยชนะมากที่สุด นายโอบามามีบิดาเป็นชาวเคนย่าและมารดาเป็นชาวอเมริกันผิวขาว ด้วยเหตุนี้ทำให้เป้าหมายหลักของเขาอย่างหนึ่งในการเข้าแข่งขันการเลือกตั้งในครั้งนี้คือการขจัดช่องว่างระหว่างคนผิวขาวและผิวดำในสังคมอเมริกัน โดยเป้าหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการหาเสียงของเขาที่เน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมืองของประเทศที่จะลดช่องว่างระหว่างแนวความคิดที่แตกต่างกันที่โอบามามองว่าเป็นอุปสรรคในการมองและการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง จากการที่นายโอบามาเพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ในปี พ.ศ. 2547 และเป็นนักการเมืองที่มีอายุน้อย ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ด้อยประสบการณ์

 

ประวัติ

พรรค: เดโมแคตร

ประสบการณ์ทางการเมือง: วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547

ประสบการณ์ทำงาน: ทนายความและผู้ประสานงานชุมชน

การศึกษา: ปริญญาตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มลรัฐนิวยอร์ค และจบด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี พ.ศ. 2534

เกิด: วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย

ครอบครัว: แต่งงานในปี พ.ศ. 2535 กับมิเชล โรบิลสัน มีบุตรสาวสองคน

ศาสนา: คริสต์ (United Church of Christ)

จำนวนคณะผู้แทน: 1,864 เสียง (276 เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ) จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค 2,024 เสียง

(ข้อมูลจาก วอชิงตันโพสต์)

 

 

นาย จอห์น แมคเคน


หลังจากพ่ายแพ้ต่อนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในการเป็นตัวแทนพรรครีพับลีกันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2543 นายจอห์น แมคเคนกำลังหาเสียงในฐานะตัวแทนพรรคเดียวกันในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนนี้ ด้วยมาจากครอบครัวทหารเรือที่ได้รับการยกย่อง นายแมคเคนได้เข้าร่วมสงครามเวียดนามในฐานะนักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ และได้ถูกจับเป็นเชลยสงครามอยู่ที่เวียดนามอยู่หลายปีหลังจากที่เครื่องบินของเขาถูกยิงตกก่อนจะถูกปล่อยกลับประเทศ และหลังจากนั้นได้เบนเข็มชีวิตเข้ามาเล่นการเมืองในที่สุด ประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้ส่งผลให้เขาเป็นที่ยอมรับในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ แนวคิดสำคัญของนายแมคเคนประการหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้สมัครที่น่าจับตามองคือการที่เขาสนับสนุนการทำสงครามในอิรัคของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งถูกมองว่าเป็นสงครามที่ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน

 

ประวัติ

 

พรรค: รีพับลีกัน

ประสบการณ์ทางการเมือง: วุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐแอริโซน่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 หลังจากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนแห่งมลรัฐเดียวกันเป็นเวลา 4 ปี

ประสบการณ์ทำงาน: นักบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2501- 2524

การศึกษา: โรงเรียนกองทัพเรือสหรัฐฯในปี พ.ศ. 2501 และจากนั้นจบการศึกษาต่อที่วิทยาลัยการสงครามแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2517

เกิด: วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2479 ที่ฐานทัพเรือในประเทศปานามา

ครอบครัว: แต่งงานในปี พ.ศ. 2523 กับภรรยาคนที่สอง คือ ซินดี้ เฮนสลีย์ มีบุตรและธิดารวม 7 คน

ศาสนา: คริสต์ (Episcopalian)

จำนวนคณะผู้แทน: 1,362 เสียง (133 เสียงมาจากคณะผู้แทนพิเศษ) จำนวนคณะผู้แทนที่จำเป็นในการจะเป็นตัวแทนพรรค 1,091 เสียง

(ข้อมูลจาก วอชิงตันโพสต์)